โครงการ “นวัตกรรมรถเติมสุข : ระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อความเท่าเทียม และการส่งต่อศักดิ์ศรีแห่งชีวิตสู่มาตุภูมิ”
-
นายอิสม่าแอน หมัดอะด้ำ
-
ร้อยละคนพิการที่เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่จังหวัดสงขลากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลจากคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าจังหวัดสงขลามีประชากรป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงสะสมกว่า ๑๘๐,๐๐๐ ราย และโรคเบาหวานกว่า ๙๕,๐๐๐ ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง (CKD) ระยะที่ ๓-๕ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดและเข้ารับการฟอกไตสม่ำเสมอ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิขนาดใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่และอำเภอเมือง มากกว่า ๑๒,๐๐๐ ราย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่น่ากังวลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบพบว่า อัตราการขาดนัดของผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกลมีค่าเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ ๑๕ - ๒๐ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการเสียชีวิต
รายปีของจังหวัดสงขลาที่พุ่งสูงกว่า ๙,๕๐๐ - ๑๐,๐๐๐ รายต่อปี โดยร้อยละ ๗๕ ของการเสียชีวิตมีสาเหตุ
มาจากกลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้ ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาตามแผนการรักษาได้คือความยากลำบากด้านการคมนาคมและภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาพาหนะรับส่งที่สูงเกินขีดความสามารถของครัวเรือนยากไร้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงตามระยะทางจริง ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายสูญเสียโอกาสในการฟื้นฟูสมรรถภาพ และนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในที่สุด
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิคนช่วยฅน ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จึงได้ประยุกต์ใช้หลักการ Precision Health Logistics ในการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สุขภาพรายอำเภอ เพื่อออกแบบระบบขนส่งอัจฉริยะที่กระจายตัวอย่างเท่าเทียม
ตามโซนระยะทางจริง จากการวิเคราะห์พบว่าพื้นที่ความหนาแน่นสูงในรัศมี ๖๐ กิโลเมตรรอบสถานพยาบาลหลัก มีสัดส่วนกลุ่มเป้าหมายสูงถึงร้อยละ ๗๐ ในขณะที่พื้นที่ห่างไกลในเขตอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ และสะบ้าย้อย แม้จะมีสัดส่วนผู้ป่วยร้อยละ ๑๒ แต่กลับเป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะวิกฤตในการเข้าถึงบริการสูงสุด
เนื่องจากระยะทางที่ไกลถึง ๒๐๐ กิโลเมตร นอกจากมิติของการรักษาพยาบาลแล้ว ข้อมูลสถิติมรณบัตรยังสะท้อนถึงภาระในการเคลื่อนย้ายร่างผู้วายชนม์จากสถานพยาบาลกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมในมาตุภูมิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องการการสนับสนุนเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีในวาระสุดท้ายของชีวิตมากที่สุด
ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว มูลนิธิคนช่วยฅน จึงได้จัดทำโครงการ “นวัตกรรม
รถเติมสุข : ระบบขนส่งอัจฉริยะเพื่อความเท่าเทียม และการส่งต่อศักดิ์ศรีแห่งชีวิตสู่มาตุภูมิ” จึงถูกขับเคลื่อนขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่ไร้รอยต่อ โดยใช้ระบบบริหารจัดการที่จำแนกประเภทรถ
ให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย ทั้งรถตู้นั่งสำหรับผู้ป่วยทั่วไปและรถตู้นอนสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ภายใต้กลไกการคิดค่าใช้จ่ายตามระยะทางจริงที่เป็นธรรมและโปร่งใสตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๖๗ การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอัตราการขาดนัดอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการส่งคืนศักดิ์ศรีแห่งการมีชีวิตอยู่และการจากลาให้แก่ชาวจังหวัดสงขลาอย่างสมบูรณ์
-
เพื่อเพิ่มคนพิการที่เข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ร้อยละของคนพิการที่เข้าถึงบริการฟื้นฟู
(๑) เพื่อจัดบริการพาหนะรับ-ส่งทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและครอบคลุมความต้องการเฉพาะราย (รถตู้นั่ง/รถตู้นอน) สำหรับกลุ่มเปราะบางใน ๑๖ อำเภอของจังหวัดสงขลา
(๒) เพื่อลดอัตราการขาดนัดทางการแพทย์และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้มีภาวะพึ่งพิง
(๓) เพื่อพัฒนาระบบ Logistic Health Data อัจฉริยะในการบริหารจัดการและติดตามประเมินผลการรับ-ส่งอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
(๔) เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีแห่งชีวิตผ่านบริการเคลื่อนย้ายร่างผู้วายชนม์กลับสู่มาตุภูมิตามความต้องการของครอบครัวผู้ยากไร้
-
กลุ่มคนพิการและทุพพลภาพ
บริการรถนั่ง ไม่น้อยกว่า จำนวน ๖๐๐ เที่ยวบริการต่อปี (ไปหรือกลับ หรือไปและกลับ) สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิง (ในพื้นที่นำร่อง)
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
การเตรียมความพร้อมและระบบจัดซื้อจัดจ้างถึงบาท
-
การเตรียมความพร้อมและระบบจัดซื้อจัดจ้างถึง
(๑) ประชุมภาคีเครือข่ายความร่วมมือ : ร่วมกับ อบจ.สงขลา นัดหมายหน่วยงานภายใต้ MOU ทั้ง ๙ หน่วยงาน เพื่อชี้แจงแนวทาง ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย ๑๖ อำเภอ เข้าสู่ระบบสารสนเทศ (๒) จัดทำขอบเขตงานและจัดหาผู้รับจ้าง : จัดทำร่าง TOR การจ้างเหมาบริการจัดหารถ พร้อมพนักงานและระบบอัจฉริยะ (Full Service) และคัดเลือกผู้รับจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (TOR) (๓) พัฒนาแพลตฟอร์มสารสนเทศอัจฉริยะ : ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เชื่อมต่อระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการ (Smart Logistics Dashboard) เพื่อเก็บบันทึกพิกัด (GPS) ประเภทรถ (นั่ง/นอน) และนับเที่ยวบริการเพื่อความโปร่งใสแบบ Real-time (๔) ตรวจสอบมาตรฐานพัสดุและบุคลากร : ร่วมกับขนส่งจังหวัด ตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัย (ระบบฆ่าเชื้อ) อุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูบนรถ และควบคุมการฝึกอบรมพนักงานขับรถ/พนักงานยกเปลด้านความปลอดภัยและจิตบริการ (Service Mind) ระยะที่ ๒ : การประชาสัมพันธ์และเปิดรับลงทะเบียน (เดือนที่ ๒ เป็นต้นไป) (๑) สร้างการรับรู้ในชุมชนเชิงรุก: สื่อสารผ่านเครือข่าย อปท. โรงพยาบาล และ รพ.สต. เพื่อแจ้งสิทธิประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนา (๒) เปิดช่องทางลงทะเบียนอัจฉริยะ : รับเรื่องขอใช้บริการและประสานงานผ่านคลังคิวกลางของ อบจ.สงขลา (โปรแกรมรถเติมสุข และ Line OA) พร้อมศูนย์ประสานงาน (Call Center) ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ระยะที่ ๓ : การจัดบริการรับ-ส่งและจ้างเหมาบริการรายเที่ยว (ตลอดระยะเวลาโครงการ) (๑) คัดกรองและบริหารเส้นทาง (Route Optimization) : คัดกรองสภาพผู้ป่วยเพื่อจัดรถที่เหมาะสม (รถเปลนอน/รถตู้นั่ง) พร้อมวางแผนจัดคิวรถถัวเฉลี่ยเส้นทางเพื่อลดการวิ่งรถเปล่าและประหยัดพลังงาน (๒) ปฏิบัติการรับ-ส่งไปกลับโรงพยาบาล : ผู้รับจ้างดำเนินการรับ-ส่งผู้ป่วยไปตามนัดหมายแพทย์ และรอรับกลับเมื่อเสร็จสิ้นการรักษา โดยระบบทำการบันทึกภาพถ่ายและพิกัดต้นทาง-ปลายทางผ่านระบบดิจิทัล (นับเป็น ๑ เที่ยวบริการต่อขา) (๓) ปฏิบัติการส่งร่างผู้วายชนม์สู่มาตุภูมิ : ผู้รับจ้างดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้วายชนม์และผู้ป่วยระยะท้ายจากโรงพยาบาล กลับสู่บ้าน วัด หรือมัสยิด ในภูมิลำเนา ๑๖ อำเภอ อย่างสมศักดิ์ศรีและถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
1175350 บาท
