“พัฒนาระบบการให้บริการวัคซีนเชิงรุกจังหวัดปัตตานี ภายใต้ 7 Steps Vaccine Care Model
-
ร้อยละของเด็กเล็ก(0-3 ปี) ได้รับฉีดวัคซีนครบตามหลักเกณฑ์
-
วัคซีนเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 0–5 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน หากเด็กได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย การเกิดภาวะแทรกซ้อน และการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน เช่น โรคหัด ไอกรน คอตีบ และโรคติดต่ออื่น ๆ ที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ครอบครัว ระบบบริการสุขภาพ และความมั่นคงด้านสาธารณสุขของพื้นที่ สถานการณ์แนวโน้มย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564–2569 ไตรมาส 2 พบว่า ความครอบคลุมวัคซีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2564 อยู่ที่ ร้อยละ 54.00 ลดลงเหลือ ร้อยละ 44.02 ในปี 2565 และ ร้อยละ 44.31 ในปี 2566 ต่อมาลดลงเป็น ร้อยละ 37.94 ในปี 2567 และ ร้อยละ 36.03 ในปี 2568 ขณะที่ปี 2569 ไตรมาส 2 อยู่ที่ ร้อยละ 34.02 ซึ่งแม้จะมีการเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ร้อยละ 5.49 แต่โดยภาพรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศที่ ร้อยละ 74.94 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเขตสุขภาพที่ 12 ที่ ร้อยละ 60.66 อย่างชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า จังหวัดปัตตานียังมีช่องว่างด้านการได้รับวัคซีนในเด็กอายุครบ 1 ปีค่อนข้างมาก และอาจส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันหมู่ของประชากรเด็กในพื้นที่ หากไม่เร่งดำเนินการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น หัด ไอกรน คอตีบ และโรคติดต่ออื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมต่ำต่อเนื่อง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายอำเภอในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า อำเภอที่มีความครอบคลุมสูงสุด ได้แก่ อำเภอแม่ลาน ร้อยละ 65.75 รองลงมาคือ อำเภอโคกโพธิ์ ร้อยละ 53.60 และ อำเภอเมืองปัตตานี ร้อยละ 50.32 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีอำเภอใดที่บรรลุระดับความครอบคลุมที่ควรเป็นตามเกณฑ์เป้าหมายเชิงป้องกันโรค ในขณะเดียวกัน พบว่า มีหลายอำเภอที่มีความครอบคลุมต่ำกว่า ร้อยละ 30 ได้แก่ ทุ่งยางแดง ร้อยละ 11.30, สายบุรี ร้อยละ 22.30, กะพ้อ ร้อยละ 22.54, ยะหริ่ง ร้อยละ 24.56, ไม้แก่น ร้อยละ 25.40, มายอ ร้อยละ 25.51, ยะรัง ร้อยละ 27.27 และปะนาเระ ร้อยละ 28.02 ซึ่งควรจัดเป็นพื้นที่เร่งรัดระดับสูง หรือพื้นที่สีแดง ที่ต้องมีแผนติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายคน รายบ้าน และรายเข็ม และเมื่อพิจารณาจำนวนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า จังหวัดปัตตานีมีกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุครบ 1 ปี จำนวน 2,731 คน แต่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์จำนวน 929 คน แสดงว่ายังมีเด็กจำนวนมากที่ต้องได้รับการติดตามให้ครบตามเกณฑ์ โดยอำเภอที่มีจำนวนเด็กค้างรับวัคซีนสูง เช่น เมืองปัตตานี หนองจิก โคกโพธิ์ ยะหริ่ง ยะรัง และมายอ จังหวัดปัตตานียังมีการเกิดโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคหัด ไอกรน และคอตีบ ซึ่งบางโรคมีภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตร่วมด้วย ข้อมูลสถานการณ์โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ระหว่างปี 2565–2568 พบว่า จังหวัดปัตตานียังมีโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ โรคไข้หัดและโรคไอกรน ซึ่งสะท้อนว่าในพื้นที่ยังมีเด็กบางส่วนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ ทำให้ภูมิคุ้มกันในชุมชนยังไม่เพียงพอ โรคไข้หัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 โดยพบผู้ป่วยสูงถึง 2,306 ราย จากเดิม ที่พบเพียงไม่กี่รายในปี 2565–2566 แม้ในปี 2568 จำนวนผู้ป่วยลดลงเหลือ 169 ราย แต่ยังถือว่ายังมีการระบาดต่อเนื่องในพื้นที่ ที่สำคัญ โรคไข้หัดไม่ใช่เพียงโรคผื่นไข้ธรรมดา เพราะในปี 2567 พบผู้ป่วยไข้หัดที่มีโรคแทรกซ้อนถึง 547 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ขณะที่ปี 2568 ยังพบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนอีก 25 ราย แสดงให้เห็นว่า หากเด็กไม่ได้รับวัคซีนครบ อาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ สำหรับโรคคอตีบ แม้จำนวนผู้ป่วยจะไม่มาก แต่ยังพบผู้ป่วยต่อเนื่องในปี 2566–2568 และในปี 2567 มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จึงเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนนอกจากนี้ ยังพบโรคคางทูมในปี 2568 จำนวน 9 ราย และโรคไข้หัดเยอรมันในปี 2567 จำนวน 2 ราย แม้จำนวนผู้ป่วยไม่สูง แต่สะท้อนว่ายังจำเป็นต้องเฝ้าระวังโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการสำรวจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในงบงบประมาณ 2568กลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 0–5 ปี เพื่อดำเนินการ Catch-up วัคซีน พบว่า จังหวัดปัตตานีมีกลุ่มเป้าหมายรวมประมาณ 41,025 คน โดยเมื่อจำแนกตามสถานะการยอมรับวัคซีน พบว่า กลุ่มที่ ยินยอมรับวัคซีน มีจำนวน 21,828 คน คิดเป็นร้อยละ 54.3 กลุ่มที่ ยังลังเล มีจำนวน 12,289 คน คิดเป็นร้อยละ 30.6 และกลุ่มที่ ปฏิเสธวัคซีน มีจำนวน 6,066 คน คิดเป็นร้อยละ 15.1 สาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน พบว่าสาเหตุสำคัญที่สุดคือ โดยสำรวจในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุเป้าหมาย 1 ปี จำนวน 2,224 ราย คิดเป็นร้อยละ 53.6 รองลงมาคือ ผู้ปกครองไม่ยอมให้ฉีด จำนวน 612 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.8 และกลุ่มที่ไม่มีเหตุผลชัดเจนหรือยังไม่ได้ระบุสาเหตุ จำนวน 520 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.5 นอกจากนี้ยังพบกลุ่มที่ กลัวผลข้างเคียงของวัคซีน จำนวน 462 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.1 และกลุ่มที่ นัดแล้วไม่มาตามนัด จำนวน 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.7 สถานการณ์ในจังหวัดปัตตานีสะท้อนว่า ความครอบคลุมวัคซีนในเด็กยังอยู่ในระดับต่ำ และยังพบโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางโรคมีภาวะแทรกซ้อนและมีผู้เสียชีวิตร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกทันที ซึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการให้บริการในคลินิกวัคซีน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ทั้งด้านความถูกต้องของทะเบียนเด็ก การเข้าถึงบริการของผู้ปกครอง ความลังเลต่อวัคซีน และ การติดตามเด็กตกหล่นที่ยังไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น จังหวัดปัตตานีจำเป็นต้องปรับการทำงานจาก “รอรับบริการ” เป็น “การทำงานเชิงรุก” โดยใช้ข้อมูลรายบ้าน รายเข็ม และรายสาเหตุเป็นฐาน เพื่อให้รู้ว่าเด็กคนใดขาดวัคซีน ขาดเข็มใด อยู่ที่ไหน ขาดเพราะอะไร และใครรับผิดชอบติดตาม โครงการ “วัคซีนถึงบ้าน เด็กปัตตานีไม่ตกหล่น” ภายใต้ 7 Steps Vaccine Care Model คือ 1) Registry: ตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเด็กอายุ 0–5 ปี เป็นรายบุคคล รายบ้าน และรายเข็ม ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน 2) Gap Analysis: วิเคราะห์เด็กตกหล่นตามสาเหตุ วิเคราะห์เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ โดยจำแนกตามอายุ ชนิดวัคซีน เข็มที่ขาด พื้นที่ และสาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน 3) Proactive Delivery: บริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน เช่น หน่วยบริการเคลื่อนที่ จุดบริการในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน หรือการเยี่ยมบ้านตามความเหมาะสมของพื้นที่ 4) Confidence Communication: สื่อสารลดความลังเลของผู้ปกครอง สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครอง โดยประสานบุคลากรสาธารณสุข อสม. ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่าย 5) Case Follow-up: ติดตามเด็กรายกรณีจนได้รับวัคซีนครบ มอบหมายผู้รับผิดชอบติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายกรณี นัดหมาย เยี่ยมบ้าน และติดตามต่อเนื่องจนเด็กได้รับวัคซีนตามแผน 6) AEFI Monitoring: ติดตามอาการภายหลังได้รับวัคซีน ให้คำแนะนำก่อนและหลังรับวัคซีน เฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนตามแนวทางที่กำหนด 7) Dashboard / War Room: กำกับ ติดตาม คืนข้อมูล และแก้ปัญหารายเดือน บันทึก วิเคราะห์ และคืนข้อมูลผลการดำเนินงาน พร้อมประชุมติดตามปัญหาและกำหนดมาตรการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน เพื่อโครงการนี้จึงมุ่งค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นให้เข้าสู่ระบบบริการ จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ติดตามเด็กเป็นรายกรณี เฝ้าระวังอาการภายหลังได้รับวัคซีน ตลอดจนกำกับผลการดำเนินงานผ่านระบบ Dashboard และ War Room รายเดือน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมวัคซีน ลดจำนวนเด็กตกหล่น ลดความเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน รวมทั้งพัฒนาระบบบริการวัคซีนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ
วัคซีนเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 0–5 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน หากเด็กได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย การเกิดภาวะแทรกซ้อน และการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน เช่น โรคหัด ไอกรน คอตีบ และโรคติดต่ออื่น ๆ ที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ครอบครัว ระบบบริการสุขภาพ และความมั่นคงด้านสาธารณสุขของพื้นที่
สถานการณ์แนวโน้มย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564–2569 ไตรมาส 2 พบว่า ความครอบคลุมวัคซีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2564 อยู่ที่ ร้อยละ 54.00 ลดลงเหลือ ร้อยละ 44.02 ในปี 2565 และ ร้อยละ 44.31 ในปี 2566 ต่อมาลดลงเป็น ร้อยละ 37.94 ในปี 2567 และ ร้อยละ 36.03 ในปี 2568 ขณะที่ปี 2569 ไตรมาส 2 อยู่ที่ ร้อยละ 34.02 ซึ่งแม้จะมีการเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ร้อยละ 5.49 แต่โดยภาพรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศที่ ร้อยละ 74.94 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเขตสุขภาพที่ 12 ที่ ร้อยละ 60.66 อย่างชัดเจน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า จังหวัดปัตตานียังมีช่องว่างด้านการได้รับวัคซีนในเด็กอายุครบ 1 ปีค่อนข้างมาก และอาจส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันหมู่ของประชากรเด็กในพื้นที่ หากไม่เร่งดำเนินการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น หัด ไอกรน คอตีบ และโรคติดต่ออื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมต่ำต่อเนื่อง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายอำเภอในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า อำเภอที่มีความครอบคลุมสูงสุด ได้แก่ อำเภอแม่ลาน ร้อยละ 65.75 รองลงมาคือ อำเภอโคกโพธิ์ ร้อยละ 53.60 และ อำเภอเมืองปัตตานี ร้อยละ 50.32 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีอำเภอใดที่บรรลุระดับความครอบคลุมที่ควรเป็นตามเกณฑ์เป้าหมายเชิงป้องกันโรค ในขณะเดียวกัน พบว่า มีหลายอำเภอที่มีความครอบคลุมต่ำกว่า ร้อยละ 30 ได้แก่ ทุ่งยางแดง ร้อยละ 11.30, สายบุรี ร้อยละ 22.30, กะพ้อ ร้อยละ 22.54, ยะหริ่ง ร้อยละ 24.56, ไม้แก่น ร้อยละ 25.40, มายอ ร้อยละ 25.51, ยะรัง ร้อยละ 27.27 และปะนาเระ ร้อยละ 28.02 ซึ่งควรจัดเป็นพื้นที่เร่งรัดระดับสูง หรือพื้นที่สีแดง ที่ต้องมีแผนติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายคน รายบ้าน และรายเข็ม และเมื่อพิจารณาจำนวนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า จังหวัดปัตตานีมีกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุครบ 1 ปี จำนวน 2,731 คน แต่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์จำนวน 929 คน แสดงว่ายังมีเด็กจำนวนมากที่ต้องได้รับการติดตามให้ครบตามเกณฑ์ โดยอำเภอที่มีจำนวนเด็กค้างรับวัคซีนสูง เช่น เมืองปัตตานี หนองจิก โคกโพธิ์ ยะหริ่ง ยะรัง และมายอ
จังหวัดปัตตานียังมีการเกิดโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคหัด ไอกรน และคอตีบ ซึ่งบางโรคมีภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตร่วมด้วย ข้อมูลสถานการณ์โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ระหว่างปี 2565–2568 พบว่า จังหวัดปัตตานียังมีโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ โรคไข้หัดและโรคไอกรน ซึ่งสะท้อนว่าในพื้นที่ยังมีเด็กบางส่วนที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ ทำให้ภูมิคุ้มกันในชุมชนยังไม่เพียงพอ โรคไข้หัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 โดยพบผู้ป่วยสูงถึง 2,306 ราย จากเดิม ที่พบเพียงไม่กี่รายในปี 2565–2566 แม้ในปี 2568 จำนวนผู้ป่วยลดลงเหลือ 169 ราย แต่ยังถือว่ายังมีการระบาดต่อเนื่องในพื้นที่ ที่สำคัญ โรคไข้หัดไม่ใช่เพียงโรคผื่นไข้ธรรมดา เพราะในปี 2567 พบผู้ป่วยไข้หัดที่มีโรคแทรกซ้อนถึง 547 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ขณะที่ปี 2568 ยังพบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนอีก 25 ราย แสดงให้เห็นว่า หากเด็กไม่ได้รับวัคซีนครบ อาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ สำหรับโรคคอตีบ แม้จำนวนผู้ป่วยจะไม่มาก แต่ยังพบผู้ป่วยต่อเนื่องในปี 2566–2568 และในปี 2567 มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จึงเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนนอกจากนี้ ยังพบโรคคางทูมในปี 2568 จำนวน 9 ราย และโรคไข้หัดเยอรมันในปี 2567 จำนวน 2 ราย แม้จำนวนผู้ป่วยไม่สูง แต่สะท้อนว่ายังจำเป็นต้องเฝ้าระวังโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการสำรวจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในงบงบประมาณ 2568กลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 0–5 ปี เพื่อดำเนินการ Catch-up วัคซีน พบว่า จังหวัดปัตตานีมีกลุ่มเป้าหมายรวมประมาณ 41,025 คน โดยเมื่อจำแนกตามสถานะการยอมรับวัคซีน พบว่า กลุ่มที่ ยินยอมรับวัคซีน มีจำนวน 21,828 คน คิดเป็นร้อยละ 54.3 กลุ่มที่ ยังลังเล มีจำนวน 12,289 คน คิดเป็นร้อยละ 30.6 และกลุ่มที่ ปฏิเสธวัคซีน มีจำนวน 6,066 คน คิดเป็นร้อยละ 15.1 สาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน พบว่าสาเหตุสำคัญที่สุดคือ โดยสำรวจในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุเป้าหมาย 1 ปี จำนวน 2,224 ราย คิดเป็นร้อยละ 53.6 รองลงมาคือ ผู้ปกครองไม่ยอมให้ฉีด จำนวน 612 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.8 และกลุ่มที่ไม่มีเหตุผลชัดเจนหรือยังไม่ได้ระบุสาเหตุ จำนวน 520 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.5 นอกจากนี้ยังพบกลุ่มที่ กลัวผลข้างเคียงของวัคซีน จำนวน 462 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.1 และกลุ่มที่ นัดแล้วไม่มาตามนัด จำนวน 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.7
สถานการณ์ในจังหวัดปัตตานีสะท้อนว่า ความครอบคลุมวัคซีนในเด็กยังอยู่ในระดับต่ำ และยังพบโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางโรคมีภาวะแทรกซ้อนและมีผู้เสียชีวิตร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุกทันที ซึ่ง ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการให้บริการในคลินิกวัคซีน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ทั้งด้านความถูกต้องของทะเบียนเด็ก การเข้าถึงบริการของผู้ปกครอง ความลังเลต่อวัคซีน และ การติดตามเด็กตกหล่นที่ยังไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น จังหวัดปัตตานีจำเป็นต้องปรับการทำงานจาก “รอรับบริการ” เป็น “การทำงานเชิงรุก” โดยใช้ข้อมูลรายบ้าน รายเข็ม และรายสาเหตุเป็นฐาน เพื่อให้รู้ว่าเด็กคนใดขาดวัคซีน ขาดเข็มใด อยู่ที่ไหน ขาดเพราะอะไร และใครรับผิดชอบติดตาม โครงการ “วัคซีนถึงบ้าน เด็กปัตตานีไม่ตกหล่น” ภายใต้ 7 Steps Vaccine Care Model คือ
1) Registry: ตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเด็กอายุ 0–5 ปี เป็นรายบุคคล รายบ้าน และรายเข็ม ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน
2) Gap Analysis: วิเคราะห์เด็กตกหล่นตามสาเหตุ วิเคราะห์เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ โดยจำแนกตามอายุ ชนิดวัคซีน เข็มที่ขาด พื้นที่ และสาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน
3) Proactive Delivery: บริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน เช่น หน่วยบริการเคลื่อนที่ จุดบริการในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน หรือการเยี่ยมบ้านตามความเหมาะสมของพื้นที่
4) Confidence Communication: สื่อสารลดความลังเลของผู้ปกครอง สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครอง โดยประสานบุคลากรสาธารณสุข อสม. ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่าย
5) Case Follow-up: ติดตามเด็กรายกรณีจนได้รับวัคซีนครบ มอบหมายผู้รับผิดชอบติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายกรณี นัดหมาย เยี่ยมบ้าน และติดตามต่อเนื่องจนเด็กได้รับวัคซีนตามแผน
6) AEFI Monitoring: ติดตามอาการภายหลังได้รับวัคซีน ให้คำแนะนำก่อนและหลังรับวัคซีน เฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนตามแนวทางที่กำหนด
7) Dashboard / War Room: กำกับ ติดตาม คืนข้อมูล และแก้ปัญหารายเดือน บันทึก วิเคราะห์ และคืนข้อมูลผลการดำเนินงาน พร้อมประชุมติดตามปัญหาและกำหนดมาตรการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน
เพื่อโครงการนี้จึงมุ่งค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นให้เข้าสู่ระบบบริการ จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ติดตามเด็กเป็นรายกรณี เฝ้าระวังอาการภายหลังได้รับวัคซีน ตลอดจนกำกับผลการดำเนินงานผ่านระบบ Dashboard และ War Room รายเดือน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมวัคซีน ลดจำนวนเด็กตกหล่น ลดความเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน รวมทั้งพัฒนาระบบบริการวัคซีนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ
-
เพื่อเพิ่มการได้รับฉีดวัคซีนครบตามหลักเกณฑ์เด็กเล็ก(0-3 ปี) ขึ้น
ร้อยละของเด็กเล็ก(0-3 ปี) ได้รับฉีดวัคซีนครบตามหลักเกณฑ์
1.เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการวัคซีนในเด็ก 0-5 ปี จังหวัดปัตตานี
2.เพื่อเพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ของเด็กอายุ 0-5 ปีในจังหวัดปัตตานี
-
กลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
พัฒนารูปเเบบการให้วัคซีนเชิงรุกในพื้นที่จังหวัดปัตตานี
ภายใต้ 7 Steps Vaccine Care Model คือ
1) Registry: ตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเด็กอายุ 0–5 ปี เป็นรายบุคคล รายบ้าน และรายเข็ม ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน 2) Gap Analysis: วิเคราะห์เด็กตกหล่นตามสาเหตุ วิเคราะห์เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ โดยจำแนกตามอายุ ชนิดวัคซีน เข็มที่ขาด พื้นที่ และสาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน 3) Proactive Delivery: บริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน เช่น หน่วยบริการเคลื่อนที่ จุดบริการในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน หรือการเยี่ยมบ้านตามความเหมาะสมของพื้นที่ 4) Confidence Communication: สื่อสารลดความลังเลของผู้ปกครอง สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครอง โดยประสานบุคลากรสาธารณสุข อสม. ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่าย 5) Case Follow-up: ติดตามเด็กรายกรณีจนได้รับวัคซีนครบ มอบหมายผู้รับผิดชอบติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายกรณี นัดหมาย เยี่ยมบ้าน และติดตามต่อเนื่องจนเด็กได้รับวัคซีนตามแผน 6) AEFI Monitoring: ติดตามอาการภายหลังได้รับวัคซีน ให้คำแนะนำก่อนและหลังรับวัคซีน เฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนตามแนวทางที่กำหนด 7) Dashboard / War Room: กำกับ ติดตาม คืนข้อมูล และแก้ปัญหารายเดือน บันทึก วิเคราะห์ และคืนข้อมูลผลการดำเนินงาน พร้อมประชุมติดตามปัญหาและกำหนดมาตรการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน
ภายใต้ 7 Steps Vaccine Care Model คือ
1) Registry: ตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเด็กอายุ 0–5 ปี เป็นรายบุคคล รายบ้าน และรายเข็ม ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน 2) Gap Analysis: วิเคราะห์เด็กตกหล่นตามสาเหตุ วิเคราะห์เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ โดยจำแนกตามอายุ ชนิดวัคซีน เข็มที่ขาด พื้นที่ และสาเหตุของการไม่ได้รับวัคซีน 3) Proactive Delivery: บริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน จัดบริการวัคซีนเชิงรุกในชุมชน เช่น หน่วยบริการเคลื่อนที่ จุดบริการในชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน หรือการเยี่ยมบ้านตามความเหมาะสมของพื้นที่ 4) Confidence Communication: สื่อสารลดความลังเลของผู้ปกครอง สื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครอง โดยประสานบุคลากรสาธารณสุข อสม. ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่าย 5) Case Follow-up: ติดตามเด็กรายกรณีจนได้รับวัคซีนครบ มอบหมายผู้รับผิดชอบติดตามเด็กตกหล่นเป็นรายกรณี นัดหมาย เยี่ยมบ้าน และติดตามต่อเนื่องจนเด็กได้รับวัคซีนตามแผน 6) AEFI Monitoring: ติดตามอาการภายหลังได้รับวัคซีน ให้คำแนะนำก่อนและหลังรับวัคซีน เฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนตามแนวทางที่กำหนด 7) Dashboard / War Room: กำกับ ติดตาม คืนข้อมูล และแก้ปัญหารายเดือน บันทึก วิเคราะห์ และคืนข้อมูลผลการดำเนินงาน พร้อมประชุมติดตามปัญหาและกำหนดมาตรการแก้ไขเป็นประจำทุกเดือน1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570- หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 นำรูปแบบ 7 Steps Vaccine Care Model ไปใช้
- เด็กตกหล่นได้รับการค้นหาและติดตามไม่น้อยกว่าร้อยละ 90
- ความครอบคลุมวัคซีนเด็กอายุ 0–5 ปีเพิ่มขึ้น
617500 บาท
พัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบงานวัคซีนตาม 7 Steps Vaccine Care Model
เด็กอายุ 0–5 ปีในจังหวัดปัตตานีสามารถเข้าถึงบริการวัคซีนได้อย่างทั่วถึง สะดวก และต่อเนื่องมากขึ้นเด็กที่ได้รับวัคซีนไม่ครบหรือเด็กตกหล่นได้รับการค้นหา ติดตาม และนำเข้าสู่ระบบบริการอย่างเป็นรูปธรรม ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์เพิ่มขึ้น และจำนวนเด็กที่ได้รับวัคซีนล่าช้าลดลงผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในการนำบุตรหลานเข้ารับวัคซีนมากขึ้นประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ ความปลอดภัย และการดูแลเด็กภายหลังได้รับวัคซีนเด็กมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง ภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนลดลง หน่วยบริการปฐมภูมิมีระบบทะเบียนเด็กแบบรายบุคคล รายบ้าน และรายเข็มที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ผู้รับผิดชอบงานวัคซีนสามารถนำ 7 Steps Vaccine Care Model ไปใช้ในการจัดบริการเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
| ชื่อเอกสาร | ผู้ส่ง | ||
|---|---|---|---|
| 1 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 1 (.pdf) @19 ก.ค. 2569 | รุสนา จิตกาหลง |
