ขยายการเข้าถึงบริการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับ "สายด่วนฯ 1600" สำหรับผู้ที่เสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างบูรณาการ จังหวัดปัตตานี
-
ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปในพื้นที่
การสูบบุหรี่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจากส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของผู้สูบเองและบุคคลรอบข้าง ควันบุหรี่มีสารพิษจำนวนมากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด และ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ บุหรี่ยังก่อให้เกิดภาระโรคและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจำนวนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้การสูบบุหรี่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจได้รับควันบุหรี่มือสองและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากขึ้นด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานช่วยเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง โดยยึดหลักการด้านการป้องกัน การคุ้มครองสุขภาพ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การดำเนินงานช่วยเลิกบุหรี่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา กล่าวคือ ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้ที่สูบบุหรี่ให้สามารถเลิกได้อย่างยั่งยืน การมุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถ “เลิกได้จริง” และ “เข้าถึงบริการได้ง่าย” โดยเฉพาะการใช้ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมภูมิไปจนถึงโรงพยาบาล
ประเทศไทยแม้จะมีคลินิกบริการเลิกบุหรี่ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่ข้อมูลในปี 2568 อัตราความสำเร็จ ของผู้สูบบุหรี่ที่สามารถเลิกได้ต่อเนื่อง 6 เดือนในสถานพยาบาลอยู่ในระดับต่ำมาก เพียงร้อยละ 0.8 จากผู้เข้ารับบริการทั้งหมดกว่า 4.9 ล้านราย (กระทรวงสาธารณสุข, 2568) จากข้อมูลสะท้อนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการและการติดตามผลอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นความท้าทายด้านการรักษา และความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนา ช่องทางการเข้าถึงบริการที่หลากหลายและสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้ช่องทางเสริม เช่น การให้คำปรึกษาผ่านสายด่วน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงผู้สูบบุหรี่ในวงกว้าง หนึ่งในกลไกที่สำคัญคือสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ที่สามารถให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการเลิกบุหรี่ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
การบูรณาการช่วยเลิกบุหรี่ร่วมกับกับศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายด่วนเลิกบุหรี่1600) ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเลิกเข้าถึงบริการระบบบำบัดได้มากขึ้น และจะส่งผลให้อัตราการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพิ่มขึ้น ระบบการช่วยเลิกบุหรี่และการส่งต่อไปยังสายด่วน 1600 มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้สูบบุหรี่จำนวนมากต้องการเลิก แต่ขาดความรู้ ทักษะ และแรงสนับสนุนการมีช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น โทรศัพท์ ช่วยลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการ อีกทั้งยังช่วยลดภาระของสถานพยาบาล และเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่สำเร็จ การส่งต่อไปยังสายด่วน 1600 เป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการดูแลผู้สูบบุหรี่แบบต่อเนื่อง (continuity of care) โดยบุคลากรสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือ อสม. จะทำการคัดกรองผู้สูบบุหรี่ ให้คำแนะนำเบื้องต้น และส่งต่อไปยังสายด่วน เพื่อรับการสนับสนุนเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงพฤติกรรม การติดตามผล และการสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง วิธีการนี้ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ และทำให้ผู้รับบริการไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
จากสถานการณ์การบริโภคยาสูบจังหวัดปัตตานี จากการสำรวจล่าสุด (ปี 2567) มีอัตราการบริโภคยาสูบ ร้อยละ 23.9 พบว่ามีแนวโน้มสูงกว่า อัตราการบริโภคยาสูบของประเทศ (ร้อยละ 16.5) ปี 2568 จากการคัดกรองข้อมูลผู้สูบบุหรี่ พบผู้สูบบุหรี่ จำนวน 10,094 ราย (ร้อยละ 5.71) มีผู้สูบบุหรี่เข้าสู่ระบบบำบัดรักษาการเลิกบุหรี่ จำนวน 7,579 ราย แต่เลิกได้สำเร็จที่ 6 เดือน เพียง 45 ราย (ร้อยละ 0.59) เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสพทั้งหมด ซึ่งพบว่าเป็นอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับค่าเป้าหมาย (ร้อยละ20) จังหวัดปัตตานี จึงได้จัดทำโครงการขยายการเข้าถึงบริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกับ สายด่วนฯ 1600 สำหรับผู้ที่เสพติดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างระบบบริการเลิกบุหรี่ และให้ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงบริการบำบัด ผ่านสายด่วน 1600 และสามารถเลิกสูบได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
-
เพื่อลดอัตราการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป
ร้อยละของการสูบยาสูบของผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปในพื้นที่
-
กลุ่มวัยทำงาน
- กิจกรรม แสดงขั้นตอนการทำกิจกรรมและกระบวนการดำเนินงาน เขียนให้ละเอียดว่าจะทำอะไร อย่างไร จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ เขียนให้เห็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
- งบประมาณ ในแต่ละกิจกรรม ขอให้จำแนกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด
-
ระบบการส่งต่อผู้รับบริการเข้าสู่สายด่วน 1600 อย่างเป็นรูปธรรม31 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570
ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่ต้องการเลิกบุหรี่ในชุมชน สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดผ่านสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 (เป้าหมาย 5,000 ราย) - ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่ต้องการเลิกบุหรี่ในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดผ่านสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 (เป้าหมาย 200 ราย) - ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบบำบัดผ่านสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จต่อเนื่อง 6 เดือน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 (เป้าหมาย 1,000 ราย)
96400 บาท
- ด้านการเข้าถึงบริการ: ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่ต้องการเลิกสามารถเข้าสู่ระบบบำบัดผ่านสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ราย โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มที่มารับบริการในสถานพยาบาลและกลุ่มที่ถูกค้นพบเชิงรุกในชุมชน
- ด้านความสำเร็จในการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า: ผู้เข้าสู่ระบบบำบัดผ่านสายด่วน 1600 สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จต่อเนื่อง 6 เดือน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 หรือไม่น้อยกว่า 1,000 ราย รวมถึงความชุกของการสูบบุหรี่ในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของจังหวัดมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3
- ด้านศักยภาพบุคลากร: บุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการอบรมมีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจสร้างแรงจูงใจ รวมถึงการคัดกรอง การบันทึกและส่งต่อข้อมูลผู้สูบบุหรี่ผ่านระบบ U-REFER ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
- ด้านระบบและกลไกการบริหารจัดการ: มีระบบการบริหารจัดการโครงการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสามารถกำกับติดตามการดำเนินงานของหน่วยบริการในพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้รับทราบความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคของแต่ละหน่วยบริการได้อย่างทันเวลา นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้นำไปใช้ วางแผนการดำเนินงานด้านการควบคุมยาสูบในปีถัดไปได้ ส่งผลให้การขับเคลื่อนงานเลิกบุหรี่ระดับจังหวัด มีความต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว
| ชื่อเอกสาร | ผู้ส่ง | ||
|---|---|---|---|
| 1 | ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 1 (.pdf) @20 ก.ค. 2569 | รุสนา จิตกาหลง |
